บริการ: โปรแกรมสำหรับ ตรอ.
บริการ: โปรแกรมสำหรับ ตรอ.
ใช้ขั้นตอนนี้เพื่อให้การหาลูกค้าใหม่ให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และน่าทำยิ่งขึ้น
รายการพูดจาภาษนักขาย : EP.10 : ทักษะที่ TOP SALE ทุกคนต้องมี
รายการพูดจาภาษานักขาย : EP.11 : 6 ขั้นตอนสู่การเป็นนักขายที่ขายเกินเป้า
รายการพูดจาภาษนักขาย : EP.12 : วิธีเพิ่มความมั่นใจ เชื่อว่า เราทำได้ สำหรับนักขายมือใหม่
รายการพูดจาภาษานักขาย : EP.13 : เป็นนักขายมาหลายปี หมดไฟ-ทำอย่างไรดี ?
รายการพูดจาภาษานักขาย : EP.14 : 3 องค์ประกอบ สู่การเป็นสุดยอดนักขาย
เพื่อให้การขายสำเร็จและโน้มน้าวลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักวางแผนและทำการบ้านล่วงหน้า เพราะการขายไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เรื่องสินค้า ฟีเจอร์ หรือผลประโยชน์ของสินค้าเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งสามารถสรุปออกมาเป็น 3 หัวข้อสำคัญในการ กระตุ้นยอดขายดังนี้:
การปิดการขายที่ดี ไม่ได้มาจากการท่องจำประโยคเด็ดของนักขายที่เก่งๆ แต่มาจากการพัฒนาทักษะการตั้งคำถาม เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เพราะโดยธรรมชาติ ลูกค้ามักไม่บอกปัญหาของตัวเองตรงๆ ดังนั้น:
หากอยากปิดการขายได้ดีขึ้น คุณต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ขายสินค้า แต่ต้องแก้ปัญหาและเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าได้ เมื่อคุณช่วยลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทั้งยอดขายและความเชื่อมั่นในตัวคุณจะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างแน่นอน!
การเป็นนักขายที่เก่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องมาจากการพัฒนาทักษะและคุณสมบัติเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักขายมีดังนี้:
การเป็นนักขายที่ยอดเยี่ยมต้องอาศัย 3 คุณสมบัติหลัก ได้แก่ การใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ความสม่ำเสมอในการทำงาน และการตรวจสอบและปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าได้ลึกซึ้ง ตอบโจทย์ได้ตรงประเด็น และสร้างสายสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว
เริ่มต้นจากการสำรวจสิ่งที่คุณเคยทำได้ดีและประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งและทักษะที่คุณมีอยู่แล้ว เช่น การขายสินค้าที่ดูเหมือนจะขายยากหรือลูกค้าประเภทที่ท้าทาย นี่คือการ “Modelling Success” หรือการวิเคราะห์ความสำเร็จของตัวเอง โดยพิจารณาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คุณทำได้ดี
สิ่งสำคัญคือการไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง ว่าทำไมสิ่งเหล่านั้นถึงได้ผล และจุดไหนที่เป็นข้อได้เปรียบของคุณ เช่น ลูกค้าแบบใดที่คุณขายได้ดี หรือสินค้าประเภทใดที่คุณถนัด เมื่อคุณค้นพบจุดแข็งของตัวเอง จะช่วยให้คุณหาตำแหน่งที่เหมาะสมในฐานะนักขาย คล้ายกับนักฟุตบอลที่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งกองหน้า กองกลาง หรือกองหลัง ยิ่งคุณเข้าใจตัวเอง ก็ยิ่งทำให้คุณพัฒนาได้เร็วและมั่นคงขึ้น
อย่ามองข้ามความผิดพลาด การเพิกเฉยหรือหลีกเลี่ยงการคิดถึงสิ่งที่เคยทำผิด อาจทำให้คุณเสียโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา
การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำเดิม และช่วยปรับปรุงแนวทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือยกระดับความสามารถของคุณ
การก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม จะช่วยให้คุณเติบโตเป็นนักขายที่เชี่ยวชาญ และเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กร การขายสินค้ายากๆ ที่ต้องใช้ความรู้และการเตรียมตัวอย่างละเอียด จะทำให้คุณแตกต่างและโดดเด่นในสายอาชีพ
เคล็ดลับ: อย่ากลัวความยาก ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักมาพร้อมความท้าทาย เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และเปิดใจรับความรู้จากทุกแหล่ง คุณจะสามารถก้าวสู่ความสำเร็จในครั้งต่อไปได้อย่างมั่นใจ
สรุป
การเป็นนักขายที่ดีขึ้นต้องเริ่มจากการทบทวนจุดแข็งและข้อผิดพลาด พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดเรียนรู้ เพราะทุกความสำเร็จเริ่มต้นจากการพัฒนาตัวเองในวันนี้!
อยากเป็นท็อปเซลล์ทั้งทีต้องมีทักษะอะไรบ้าง
ถ้าอยากจะเข้าใจใครสักคน เราคงไม่ไปคิดเองเออเอง ว่าเขาจะรู้สึกยังไง สิ่งที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม การเข้าใจลูกค้าคือหัวใจสำคัญ สิ่งสำคัญที่นักขายทุกคนต้องมีคือทักษะการตั้งคำถาม เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้า นักขายบางครั้งไม่กล้าถามลูกค้า อาจเป็นเพราะยังไม่มีความสนิทสนมพอ การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า จะช่วยให้นักขายกล้าพูดคุยและถามคำถามได้มากขึ้น การถามควรเข้าใจสไตล์ของลูกค้า เพื่อการสื่อสารที่เหมาะสม เริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ วิธีการสร้างสายสัมพันธ์ เช่น เอาของไปฝาก โทรไปหา เป็นต้น ลูกค้าบางคนชอบข้อมูลตรงประเด็น บางคนต้องการความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐานก่อน หากเข้าใจลูกค้าได้ดี การปิดการขายจะง่ายขึ้น และลูกค้าจะตัดสินใจซื้อเองโดยไม่ต้องโน้มน้าว กระบวนการขาย(Process): เริ่มจากการสร้างสายสัมพันธ์ → ค้นหาความต้องการของลูกค้า → ตั้งคำถาม → ปิดการขาย
คำแนะนำเพิ่มเติม
ทักษะที่กล่าวมาควรนำไปฝึกฝนและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย
6 ขั้นตอน เปลี่ยนนักขายมือใหม่ให้เป็นมืออาชีพ
เคล็ดลับสำคัญ:
ใช้ Road Map นี้ทบทวนและปรับปรุงวิธีการทำงาน คุณจะสามารถเพิ่มยอดขายและก้าวสู่การเป็นนักขายมืออาชีพได้!
วิธีเพิ่มความมั่นใจ เชื่อว่า เราทำได้ สำหรับนักขายมือใหม่
เทคนิคในการเผชิญปัญหาต่างๆ ที่นักขายมือใหม่มักพบ รวมถึงการหาพี่เลี้ยงและการตั้งเป้าหมายในการทำงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความสำเร็จในอาชีพนี้
1.นักขายมือใหม่มักจะรู้สึกท้อใจเมื่อไม่สามารถปิดการขายได้ และสงสัยว่าตนเองเหมาะสมกับอาชีพนี้หรือไม่
-การเปลี่ยนสายงานหรือลองขายผลิตภัณฑ์ใหม่อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล และควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
-ประสบการณ์การขายที่แตกต่างกัน เช่น การขายที่ต้องโน้มน้าวลูกค้า จะทำให้เกิดความกดดันและความท้าทายใหม่ๆ
-ความรู้สึกท้อใจของนักขายมือใหม่เกิดจากการไม่สามารถปิดการขายได้ ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง
-การเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในการขาย เช่น การปิดการขายไม่ได้และความกดดันในการทำยอดขาย ซึ่งทำให้นักขายมือใหม่รู้สึกวิตก
-การใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและการปรับกลยุทธ์การขายเพื่อให้ประสบความสำเร็จในอนาคต
-การประเมินตัวเองก่อนตัดสินใจว่าเราควรจะอยู่ในอาชีพนี้ต่อไปหรือไม่ โดยการย้อนกลับไปมองเหตุผลที่เลือกทางนี้
-การเปลี่ยนแปลงเงินเดือนและค่าใช้จ่ายเมื่อเปลี่ยนมาทำงานขายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินในอนาคต
-การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนเลือกรับอาชีพนักขายเพื่อสร้างรายได้มากขึ้นและช่วยเหลือครอบครัวได้ดีขึ้น
-การพัฒนาทักษะการสื่อสารและบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่อาชีพขายช่วยเสริมสร้างให้กับตนเอง ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกับคนได้ดีขึ้น
4.การเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์และการได้รับคำแนะนำจากหัวหน้าหรือผู้มีประสบการณ์ในสายงานเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
-การเริ่มต้นในอาชีพนักขายอาจจะดูง่าย แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริงจะมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอย่างแน่นอน
-การมีหัวหน้าที่ดีสามารถช่วยให้เราผ่านปัญหาต่างๆ ได้ โดยการให้คำแนะนำและสนับสนุนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
-การเลือกแหล่งที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และผลงานดีจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทำให้เราพัฒนาทักษะการขายได้อย่างรวดเร็ว
-การมีพี่เลี้ยงที่ดีสามารถช่วยในการเรียนรู้ทักษะการขายได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ขายใหม่มีความมั่นใจและประสบความสำเร็จในอาชีพ
-การตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการขายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สามารถพัฒนาตนเองและลดการพึ่งพาคนอื่นได้
-การศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการขายด้วยตนเอง จะช่วยเพิ่มความรู้และความสามารถในการปิดการขายได้ดีขึ้น
คำแนะนำเพิ่มเติม
หลีกเลี่ยงการปรึกษาคนที่มีปัญหาเหมือนคุณหรือผลงานแย่พอๆ กัน เพราะแม้การพูดคุยกับคนเหล่านั้นอาจทำให้คุณรู้สึกสบายใจชั่วคราว แต่สุดท้ายมันจะยิ่งสร้างบรรยากาศลบๆ และทำให้คุณทั้งสองคนจมดิ่งไปด้วยกัน ถ้าหาคนที่ประสบความสำเร็จมาช่วยแนะนำไม่ได้ ลองมองหาคนในทีมที่มีผลงานดีกว่าคุณ หรือมีทัศนคติที่ดี พวกเขาจะเป็นตัวอย่างและช่วยผลักดันคุณได้
การมีคนสนับสนุนที่ดีสำคัญมาก
คนที่ผ่านความท้าทายและอุปสรรคได้ มักจะมีเครื่องมือที่ดี มีคนช่วยเหลือ ปลอบใจ ผลักดัน และให้คำแนะนำเพื่อให้พวกเขาพัฒนาผลงานได้ดีขึ้น
ถ้าคุณมีพี่เลี้ยงที่ดี อย่าปล่อยโอกาสนั้นผ่านไป
ฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
เมื่อลงมือทำจริง อย่าพึ่งพาผู้อื่นจนเกินไป เช่น
การปิดการขายก็เช่นกัน
เรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด
หากคุณพยายามเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สำเร็จจริงๆ ค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ นี่คือคำแนะนำที่อยากฝากไว้ครับ 😊
เป็นนักขายมาหลายปี หมดไฟ-ทำอย่างไรดี ? (คลิป)
เป็นนักขายมาหลายปี หมดไฟ มีสาเหตุมาจาก ?
การพัฒนาตัวเองไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังสร้างโอกาสให้ชีวิตการทำงาน มีมิติที่ก้าวหน้ามากขึ้น เช่น การเติบโตไปเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับสูง สิ่งนี้ต้องการความพยายามเพิ่มเติม ทั้งการเรียนรู้ทักษะการบริหารคน การโน้มน้าว และการจัดการทีม
นักขายมือเก่าไม่ควรมองว่าการพัฒนาตัวเองเป็นภาระที่หนักเกินไป แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสในการเติบโตทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว ความพยายามในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง จะทำให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร และเป็นรากฐานสำคัญต่อความมั่นคงในอนาคต
2. บริษัทไม่แฟร์กับเรา บางครั้งครับนักขายมือเก่าก็เริ่มปล่อยเกียร์ว่างไม่ Active ส่วนหนึ่งมาจากการที่เขารู้สึกว่าบริษัทไม่แฟร์กับเขา ผมมีตัวอย่าง:
ผมเคยเป็นผู้บรรยายในงานเลี้ยงปีใหม่ของทีมขายบริษัทหนึ่ง งานจัดในรูปแบบโต๊ะจีน มีผู้ร่วมงานประมาณ 200 คน หลังจากผมบรรยายเสร็จ ผมเปิดโอกาสให้ถามตอบข้อสงสัย
ปรากฏว่ามีคนจากโต๊ะด้านหลัง ยกมือขึ้นถามเสียงดัง เขาดูมีอาการเมาเล็กน้อย ถามว่า:
“บริษัทเคยสัญญาว่าถ้าทำยอดถึงเป้าแล้วจะมีรางวัลให้ แต่สุดท้ายบริษัทผิดสัญญา ไม่ได้ให้ เราควรทำอย่างไร?”
คำถามนี้ทำให้คนในโต๊ะของเขาส่งเสียงเฮกันลั่น ขณะเดียวกัน ผู้บริหารที่นั่งโต๊ะแถวหน้าก็หันมามองหน้าผมทันที
สิ่งที่ผมตอบกลับไปคือ:
“ถ้าเป็นผมนะครับ ต่อให้บริษัทผิดสัญญาจริง ผมจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว มาหยุดศักยภาพของผมทั้งชีวิต ผมจะไม่ยอมให้ความผิดหวังครั้งนี้ กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตัวเองหยุดพัฒนาหรือหมดไฟในการทำงาน แม้ผลกระทบนี้ส่งผลโดยตรงกับตัวผม ผมก็โอเคไม่เป็นไร อาจจะมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนหรือมีเหตุผลบางอย่างที่บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผน แต่ถ้าผมยังจะตั้งใจทำงานต่อ พัฒนาตัวเองเต็มที่ สุดท้ายแล้ว หากบริษัทนี้ผิดสัญญา 2-3 ครั้ง และไม่โปร่งใสจริง ๆ ผมก็จะกลายเป็นคนที่เก่ง เป็นคนที่มีความสามารถ และถึงจุดหนึ่ง ผมจะเป็น ‘ผู้เลือก’ ไม่ใช่ ‘ผู้ถูกเลือก’ แต่ถ้าผมปล่อยให้ความรู้สึกผิดหวัง แช่แข็งตัวเอง ไม่พัฒนา หรือทำงานแบบใส่เกียร์ว่าง สุดท้ายผมเองก็จะไม่เก่งขึ้น แล้วถ้าคิดจะย้ายไปที่อื่น ผมก็จะพลาดโอกาส เพราะขาดศักยภาพ คนที่มีศักยภาพจริง ๆ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองตกต่ำ แต่จะหาทางพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และในที่สุด ผมจะได้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับผมจริง ๆ”
3.ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นักขายมือเก่าหลายคนแม้จะมีประสบการณ์ยาวนาน แต่ก็มักเคยเผชิญกับปัญหาหนึ่งที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายและความคาดหวังที่สูง เมื่อผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ เช่น นักขายที่มั่นใจและรับปากว่าจะทำยอดได้ตามเป้า แต่สุดท้ายกลับทำไม่ได้ อาการที่ตามมาคือ “ใส่เกียร์ว่าง” บางคนหนักถึงขั้น “ใส่เกียร์ถอย” เพราะเสียเซลฟ์และขาดความมั่นใจ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสถานการณ์แบบนี้คือ การสูญเสียศรัทธาในตัวเอง
เมื่อคุณเสียศรัทธาในตัวเอง คุณจะ:
สิ่งสำคัญคือ อย่าโทษตัวเอง ให้ลืมอดีต และเริ่มต้นใหม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
อย่าลืมว่า นักขายมือเก่ามีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งประสบการณ์และศักยภาพ คนรอบข้างยังมีความเชื่อมั่นในตัวคุณ คุณเพียงต้องกลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง แล้วใช้ความรู้ ความสามารถ และวินัย พาตัวเองก้าวสู่ความสำเร็จ
ขอให้คุณลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง สร้างความสำเร็จใหม่ และเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงครับ
เคล็ดลับสำคัญ:
ให้หลีกเลี่ยงการปรึกษาคนที่มีปัญหาเหมือนคุณหรือผลงานแย่พอๆ กัน การพูดคุยกับคนเหล่านั้นอาจทำให้คุณรู้สึกสบายใจชั่วคราว แต่สุดท้ายมันจะยิ่งสร้างบรรยากาศลบๆ และทำให้คุณทั้งสองคนจมดิ่งไปด้วยกัน ถ้าหาคนที่มีผลงานดีมาช่วยแนะนำไม่ได้ ลองมองหาคนในทีมที่มีผลงานดีกว่าคุณ หรือมีทัศนคติที่ดี พวกเขาจะเป็นตัวอย่างและช่วยผลักดันคุณได้ การมีคนสนับสนุนที่ดีสำคัญมาก คนที่ผ่านความท้าทายและอุปสรรคได้ มักจะมีเครื่องมือที่ดี มีคนช่วยเหลือ ปลอบใจ ผลักดัน และให้คำแนะนำเพื่อให้พวกเขาพัฒนาผลงานได้ดีขึ้น
ถ้าคุณมีพี่เลี้ยงที่ดี อย่าปล่อยโอกาสนั้นผ่านไป
ฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง เมื่อลงมือทำจริง อย่าพึ่งพาผู้อื่นจนเกินไป เช่น
การปิดการขายก็เช่นกัน
เรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด
หากคุณพยายามเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สำเร็จจริงๆ ค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าอะไรคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ นี่คือคำแนะนำที่อยากฝากไว้ครับ
A (Attitude), S (Skill) และ K (Knowledge)
ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้:
ทัศนคติคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักขายแตกต่างจากคนอื่น เพราะงานขายเต็มไปด้วยความท้าทายและปัญหาที่ต้องจัดการโดยตรงกับลูกค้า ทัศนคติที่ดีจะช่วยให้นักขายผ่านอุปสรรคไปได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก:
1.1 คิดบวก (Positive Thinking))
1.2 ทัศนคติที่เชื่อว่าสามารถทำได้ (Can-Do Attitude)
การมีทักษะที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นักขายโดดเด่นกว่าคนอื่น
ใช้ 5 ทักษะหลักที่จำเป็นสำหรับนักขาย ได้แก่:
2.1 ทักษะด้านการสื่อสารและการเชื่อมโยงกับผู้อื่น(People Skill)
2.2 ทักษะการโน้มน้าวใจ(Persuasion Skill)
2.3 ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill)
2.4 ทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation Skill)
2.5 ทักษะการนำเสนอ (Presentation Skill)
3.1 ความรู้ในธุรกิจ (Industry Knowledge)
3.2 ความรู้ในสินค้า (Product Knowledge)
3.3 ความรู้เกี่ยวกับคู่แข่ง (Competitor Knowledge)
คุณสามารถใช้แนวคิด ASK เป็นตัวเช็กลิสต์ประเมินตนเอง เพื่อพัฒนาในจุดที่ยังขาดไปและเติมเต็มให้สมบูรณ์ถ้าคุณยังรู้สึกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพนักขาย ลองตรวจสอบว่าขาดส่วนไหนใน ASK แล้วเติมเต็มจุดนั้น คุณจะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน!
การแบ่งเวลาเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเอง (คลิป)
ในแต่ละวัน เราควรแบ่งเวลาเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้พร้อมทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปพรีเซนต์งานให้ลูกค้า ซึ่งหลายครั้งเราอาจพลาดโอกาสในการปิดการขายเพียงเพราะการนำเสนอที่ไม่ดีพอ ทั้งที่การได้นัดลูกค้าแต่ละครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นทุกครั้งที่พบลูกค้า เราต้องมั่นใจว่าเราทำออกมาให้ดีที่สุด
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการพรีเซนต์
หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าทำผิดหรือรู้แต่ยังทำเพราะความเคยชิน ซึ่งการขายแบบเดิมๆ มักใช้เวลานานเป็นครึ่งชั่วโมง ทำให้ลูกค้านั่งฟังนานเกินไป ดังนั้นลองเปลี่ยนมาใช้เทคนิคต่อไปนี้เพื่อปรับปรุงการนำเสนอ
เทคนิค 3 ขั้นตอนเพื่อการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนที่ 4: ปิดการขาย
เมื่อเรารู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เราก็สามารถปิดการขายได้โดยไม่ต้องพูดทุกอย่างที่เรามี แต่เน้นเฉพาะสิ่งที่เขาสนใจและมีประโยชน์ต่อเขา แทรกตัวอย่างความสำเร็จที่เคยทำมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ คำคมจาก Zig Ziglar “Stop Selling and Start Helping”
หมายความว่า หยุดขายและเริ่มช่วยเหลือลูกค้า เพราะเมื่อเราหยุดขาย เราจะขายได้มากขึ้น การช่วยเหลือลูกค้าคือหัวใจของการขาย
สรุป
การนำเสนอที่ดีไม่ใช่การขาย แต่เป็นการเสนอแนวทางแก้ปัญหาและช่วยเหลือลูกค้า ใช้ 3 ขั้นตอนนี้เพื่อปรับปรุงการนำเสนอและฝึกฝนให้ชำนาญ รับรองว่าการปิดการขายจะง่ายขึ้น และลูกค้าจะรู้สึกว่าเราเข้าใจและช่วยเขาได้จริง
3 ข้อนี้ ห้ามทำเด็ดขาดถ้าไม่อยากเสียลูกค้า
การรักษาลูกค้าให้อยู่กับเราในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจที่การแข่งขันสูง วันนี้มี 3 ข้อที่ห้ามทำเด็ดขาด หากไม่อยากเสียลูกค้าไปอย่างน่าเสียดาย
ข้อที่ 1: พูดมากเกินไป
หลายครั้งที่เซลล์หรือผู้ขายมักรีบขายและพูดเยอะเกินไป จนลืมฟังลูกค้า การพูดมากเกินไปอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราไม่น่าเชื่อถือ และอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัดได้
วิธีแก้ไข:
เปลี่ยนจากการพูดเยอะๆ เป็นการตั้งคำถามให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดมากขึ้น เช่น ถามถึงความต้องการหรือปัญหาที่เขากำลังเจอ การที่ลูกค้าได้พูดออกมา จะทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าใจเขา และเกิดการเชื่อมโยง (Connection) ระหว่างกัน เมื่อลูกค้ารู้สึกสบายใจและเชื่อใจเรา เขาจะพร้อมฟังสิ่งที่เรานำเสนอมากขึ้น
ข้อที่ 2: ลดราคาเร็วเกินไป
เมื่อลูกค้าต่อรองราคา หลายคนมักรีบลดราคาทันที ซึ่งนี่อาจเป็นกลยุทธ์ที่ผิดพลาด เพราะการลดราคาเร็วเกินไปจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าของเราไม่มีคุณค่า หรืออาจไม่ใช่ของดี
วิธีแก้ไข:
แทนที่จะลดราคา ให้ลองเสนอของแถมหรือบริการเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณค่าของสินค้ามากขึ้น กลยุทธ์นี้เรียกว่า Psychology of Sales ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม และคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย
ข้อที่ 3: กดดันลูกค้าให้ซื้อ
การบังคับหรือกดดันลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อในทันที เช่น บอกว่า “สินค้าจะหมดแล้ว” หรือ “รีบซื้อเลย” จะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดให้ซื้อ
วิธีแก้ไข:
แทนที่จะกดดันลูกค้า ให้เปลี่ยนเป็นมอบอำนาจการตัดสินใจให้เขา เช่น บอกลูกค้าว่า “สินค้านี้ดูเหมาะกับคุณนะ แต่ผมอยากถามว่ามีอะไรที่คุณยังติดใจหรือไม่สบายใจไหม ผมอยากให้คุณสบายใจก่อนตัดสินใจซื้อ”
หรือเสนอทางเลือกให้ลูกค้า เช่น “ทางเลือกที่ 2 น่าจะเหมาะกับคุณที่สุด คุณคิดยังไงครับ? ชอบแบบที่ 1 หรือ 3 มากกว่ากัน?” การให้ลูกค้าได้คิดและตัดสินใจเอง จะทำให้เขารู้สึกดีและเชื่อใจเรามากขึ้น
สรุป
การทำตาม 3 ข้อนี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกดีกับเรา และมีโอกาสกลับมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าอีกในอนาคต พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้อีกด้วย!
139 ม.5 ต.นาโพธิ์ อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม 44130
Tel: 094-952-9562 Line id: 9562opad